• Home
  • Blog
  • Content Marketing
  • Evergreen Content vs Trending Content บาลานซ์อย่างไรให้แบรนด์โตยาวและไม่ตกเทรนด์

Evergreen Content vs Trending Content บาลานซ์อย่างไรให้แบรนด์โตยาวและไม่ตกเทรนด์

Content Marketing |
Table of Contents
Share

ทีมคอนเทนต์จำนวนมากติดอยู่กับคำถามเดียวกัน คือควรผลิตคอนเทนต์ที่อยู่ได้นาน หรือไล่ตามกระแสที่กำลังมา ถ้าไล่เทรนด์อย่างเดียว ยอดอาจพุ่งแล้วตกทุกครั้งที่กระแสจบ แต่ถ้าทำแต่คอนเทนต์ระยะยาว แบรนด์ก็อาจดูไม่มีชีวิตชีวาในสายตาผู้ติดตาม

Evergreen Content ต่างจาก Trending Content อย่างไร?

Evergreen Content คือคอนเทนต์ที่ยังมีประโยชน์และถูกค้นหาได้นานเป็นเดือนหรือเป็นปีหลังเผยแพร่ เช่น คู่มือ วิธีทำ หรือบทความอธิบายพื้นฐาน ส่วน Trending Content คือคอนเทนต์ที่เกาะกระแสในช่วงเวลาหนึ่ง ได้การมองเห็นเร็วแต่ความสนใจมักจางลงเมื่อกระแสผ่านไป

ทำไมต้องมีทั้งสองแบบ

แหล่งข้อมูลหนึ่งเปรียบ Evergreen เป็นโครงหลักของการเติบโตจาก Organic ระยะยาว และ Trending เป็นตัวเร่งที่ให้การมองเห็นเร็ว พร้อมเตือนว่าแบรนด์ที่เน้นแต่เทรนด์มักเจอทราฟฟิกไม่สม่ำเสมอและอันดับระยะยาวอ่อนแอ ในมุมโซเชียลมีเดีย เทรนด์ช่วยพาคนใหม่เข้ามารู้จัก ส่วน Evergreen ทำหน้าที่ตอบคำถามและให้เหตุผลให้ตัดสินใจเมื่อเขาสนใจแล้ว

ควรแบ่งสัดส่วนเท่าไร

มีแหล่งข้อมูลหนึ่งเสนอสัดส่วนเริ่มต้นที่ 70% Evergreen และ 30% Trending แต่ตัวเลขนี้พบเพียงแหล่งเดียวและไม่มีหลักฐานรองรับชัดเจน ควรมองเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปทดสอบ ไม่ใช่กฎ แนวทางที่สมเหตุสมผลกว่าคือ

  • ธุรกิจที่ลูกค้าค้นหาข้อมูลก่อนซื้อ (บริการ B2B, สินค้าที่ต้องเปรียบเทียบ) เอนไปทาง Evergreen
  • ธุรกิจแฟชั่นหรือไลฟ์สไตล์ที่ฤดูกาลและกระแสมีผลต่อการซื้อ แบ่งใกล้เคียงกันมากขึ้น
  • ปรับสัดส่วนตามผลจริง ดูว่าคอนเทนต์ประเภทใดพาทราฟฟิก Engagement หรือ Conversion ได้

เมื่อไรควรเกาะเทรนด์ เช็กลิสต์ 4 ข้อ

การเกาะกระแสแบรนด์ (Trendjacking) ไม่จำเป็นต้องทำกับทุกเทรนด์ ควรถามก่อนว่า

  1. กลุ่มเป้าหมายอยู่ในแพลตฟอร์มนั้นหรือไม่ เทรนด์บน TikTok อาจไม่เกี่ยวกับลูกค้าที่อยู่บน LinkedIn
  2. เข้ากับบุคลิกและค่านิยมของแบรนด์หรือไม่ มีมสนุก ๆ อาจเหมาะกับแบรนด์สินค้าผู้บริโภค แต่ธุรกิจที่ต้องการภาพน่าเชื่อถือสูงควรพิจารณาน้ำเสียงให้ดี
  3. ทำทันเวลาหรือไม่ แหล่งข้อมูลหนึ่งแนะนำเป้าหมายระดับชั่วโมงสำหรับ Trendjacking และ 24-48 ชั่วโมงสำหรับ Newsjacking ที่ต้องตรวจข้อเท็จจริงมากกว่า
  4. เพิ่มคุณค่าให้เรื่องนั้นหรือไม่ ไม่ใช่เพียงแปะแบรนด์ลงบนกระแส

ความเสี่ยงที่ต้องระวัง

  • เทรนด์ที่ละเอียดอ่อน กระแสอาจเกี่ยวกับเหตุการณ์สะเทือนใจหรือประเด็นทางการเมืองเมื่อโพสต์ออกไป เพราะกระแสเคลื่อนเร็วกว่ากระบวนการอนุมัติปกติ
  • ตีความบริบทผิด เช่น ใช้มีมโดยไม่เข้าใจที่มา
  • ลิขสิทธิ์เสียงและภาพ ต้องตรวจสิทธิ์การใช้งานก่อนใช้
  • ดูฉวยโอกาสหรือเป็นสแปม เช่น ติดแฮชแท็กที่ไม่เกี่ยวข้อง
  • ความต่างของมุมมองภายในกับภายนอก สิ่งที่ทีมมองว่าฉลาด อาจดูไม่เข้ากับสถานการณ์ในสายตาสาธารณะ

ควรมีเส้นทางอนุมัติแบบเร็วสำหรับคอนเทนต์ตามเทรนด์แยกจากกระบวนการปกติ และหลีกเลี่ยงเทรนด์ที่เกี่ยวกับโศกนาฏกรรมหรือเหตุการณ์ร้ายแรงโดยสิ้นเชิง

ทำให้สองแบบเสริมกัน

สองแบบไม่จำเป็นต้องแยกกัน แนวทางที่แหล่งข้อมูลแนะนำได้แก่ ใช้เทรนด์เป็นประตูพาไปสู่ประเด็น Evergreen เช่น ใช้กระแสเปิดเรื่อง แล้วลิงก์กลับไปยังคู่มือหรือบทความหลัก และนำบทความ Evergreen เดิมมาอัปเดตด้วยข้อมูลใหม่เมื่อมีเหตุการณ์เกี่ยวข้อง

การวางสัดส่วน ปฏิทินเผยแพร่ และกระบวนการอนุมัติที่เร็วพอสำหรับเทรนด์ แต่ยังคุมคุณภาพได้ เป็นงานที่ต้องอาศัยทีมที่ทำต่อเนื่อง หลายธุรกิจจึงให้เอเจนซี่คอนเทนต์ช่วยวางโครงสร้างตั้งแต่กลยุทธ์ไปจนถึงการผลิต เพื่อให้คอนเทนต์ระยะยาวและกระแสทำงานร่วมกัน สำหรับพื้นฐานการวางแผน อ่านเพิ่มได้ที่แนวทางContent Marketing สำหรับธุรกิจ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • เกาะทุกเทรนด์จนภาพลักษณ์แบรนด์ไม่ชัด
  • ผลิต Evergreen แล้วปล่อยทิ้ง ไม่รีเฟรชข้อมูล
  • ใช้สัดส่วนตายตัวโดยไม่ดูผลจริง
  • ไม่มีกระบวนการตรวจก่อนโพสต์เทรนด์ที่เสี่ยง

แบรนด์ที่เติบโตยั่งยืนมักใช้ Evergreen เป็นฐาน และเลือกเกาะเทรนด์อย่างมีวิจารณญาณเพื่อเพิ่มการมองเห็น หากต้องการวางสัดส่วนคอนเทนต์ที่เหมาะกับเป้าหมายและกลุ่มลูกค้าของคุณ ทีม Insightout Service พร้อมช่วยออกแบบกลยุทธ์และผลิตคอนเทนต์ที่เชื่อมไปสู่ผลลัพธ์ธุรกิจ

Tag